วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เรื่องสั้น ตอนที่ 4 - ว่าด้วยเรื่องของ “ข่าวลือ”

ว่าด้วยเรื่องของ ข่าวลือ
โดย เล็ก 207 วันที่  04.11.2555



เมื่อคืนวันที่ 25 – 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา ผมว่างก็เลยได้มีโอกาสนั่งดูหนังรอบดึกช่อง ยูบีซี เรื่อง Paranormal Activity 2 และ 3 ติดกัน 2 วันจนทำให้ต้องตื่นสายไป 2 วันติดๆ  ดีที่ว่าพ้นสภาพมนุษย์เงินเดือนมานานมากแล้ว จึงไม่ต้องเป็นกังวลต่อสันดานขี้เกียจของตัวเอง    ที่ผมเริ่มต้นเรื่องด้วยหนังเรื่องดังกล่าวก็เพราะเห็นเป็นหนังในประเภทส่องชีวิตผ่านกล้องวงจรปิด และถึงแม้ว่าแฟนหนังทั่วโลกรวมทั้งแฟนหนังบ้านเราจะทราบดีว่ามันเป็นเพียงแนวของหนังเท่านั้น และไม่ได้เกิดขึ้นจริง   แต่สำหรับผมมันก็ยังมีมุมที่น่าสนใจอยู่ดี   ก็เพราะในบางเหตุการณ์ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกัน  การเล่าเรื่องของแต่ละคนก็ยังไม่เหมือนกัน  แม้จะให้จับมานั่งสุมหัวกันดูภาพเคลื่อนไหวผ่านกล้องวงจรปิดพร้อมๆกัน และปล่อยแต่ละคนออกมาเล่าเรื่อง ก็อาจมีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันไปตามความรู้สึก ความเข้าใจ และการตีความ    ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ถ้าหากไม่มีภาพจากกล้องวงจรปิดแล้วต้องจับคนมานั่งสุมหัวกัน เล่าเรื่องใส่เข้าไปหนึ่งเรื่อง และปล่อยแต่ละคนออกมาเล่าต่อๆกัน  ก็จะเกิดเรื่องเล่าที่แตกกระจายออกไปกลายเป็นคนละเรื่องเดียวกัน มากมายหลายแบบ และในที่สุดก็จะเกิดเป็น ข่าวลือต่างๆนาๆ จริงบ้างเท็จบ้าง ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องที่ผมกำลังจะเล่าต่อไปในตอนนี้  

ในหนังเรื่อง Paranormal มีอยู่ฉากนึง ที่มีการเล่นผีถ้วยแก้ว ทำให้ผมเกิดความสงสัยถึงที่มาที่ไป ว่าชาติใด หรือใครกันนะที่เป็นผู้คิดค้น การเล่นผีถ้วยแก้วขึ้นมาจนเกิดการเล่นกันต่อจนแพร่หลายไปทั่วโลกแบบนี้  ผมพยายามหาข้อมูลตามที่ต่างๆเท่าที่เวลาจะมีให้ ก็ไม่สามารถหาข้อยุติได้  บ้างก็ว่าไทยเรานี่แหละ เล่นกันมาตั้งแต่โบราณ บ้างก็ว่ามาจากตะวันออกกลาง โดยพวกยิว แต่เอาเป็นว่าผมไม่สามารถหาข้อยุติได้ให้ท่านได้ในเรื่องผีถ้วยแก้ว  เพียงตอนนี้ ผมรู้สึกขำขำ อยากใช้ผีถ้วยแก้ว มาเป็นเครื่องมือเพื่อใช้ช่วยตัดสิน ข่าวลือต่างๆว่าอันไหนจริงอันไหนเท็จ ดูท่าจะดี   ก็ในเมื่อวันนี้ผมมีข่าวลือมาฝากท่านตั้ง 3 ข่าวลือแหน่ะ!

ว่าด้วยเรื่อง ข่าวลือของพวกเราชาวบุรณพนธ์    สำหรับผม ในตลอดชีวิตนักเรียนอาชีวะที่บุรณพนธ์ จวบจนวันที่ผมพ้นวัยเรียนออกมาแล้ว และจนถึงขณะนี้ ในนาทีนี้ นาทีที่ผมพิมพิ์เรื่องสั้นให้ท่านอ่านอยู่ตอนนี้  ผมยอมรับว่าได้รับข่าวลือจากสังคมบุรณพนธ์ของเราไม่บ่อยนัก  อาจเป็นเพราะพวกเราชาวบุรณพนธ์มักไม่นิยมเสพ ข่าวลือ กัน เพราะทุกคน ทุกรุ่น ทั้งรอบค่ำรอบเช้า ต่างอยู่กันแบบพี่น้อง และจำนวนของนักเรียนทั้งโรงเรียนก็มีไม่มากนัก จึงเกิดกรณีข่าวลือน้อย  แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าก็ มีและผมก็นำมาฝากท่านที่นี่แล้ว
ข่าวลือที่ 1 – BU เล่นกันเองงาน 7 สีคอนเสิร์ต
ข่าวลือที่ 2 – แมงวัน 207 แก๊งค์เดียวกันกับผม ตายแล้ว
ข่าวลือที่ 3 – โจ้ เมธา เด็ก BU สาย 207 รุ่นราวคราวเดียวกับผม เสียชีวิตแล้ว

 
สาเหตุที่ผมตั้งใจ เลือกทั้ง 3 ข่าวลือออกมาเล่าก็เนื่องจาก ผมนั้นมีส่วนร่วมอยู่ในเหตุการณ์ทั้ง 3 เหตุการณ์และสามารถให้ข้อมูลที่ถูกต้องได้ทันที

ข่าวลือที่ 1 – BU เล่นกันเองงาน 7 สีคอนเสิร์ต                                                                            
ผมจำวัน และเดือนไม่ได้ ต้องขออภัย แต่น่าจะอยู่ในปี 2534 ที่พวกเรา BU207 ได้รับเชิญจากบุรณพนธ์รอบเช้า ให้ไปช่วยงานคอนเสิร์ตที่ลานเพลิน 7 สี ช่อง 7 (คำว่า ช่วยงานคอนเสิร์ต ในความหมายคือ การมาช่วยตีต่อยกับชาวอาชีวะต่างสถาบัน ขอว่าง่ายๆแบบนั้น เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น)  พวกเราชาว 207 รอบค่ำ ก็มักไม่ค่อยจะปฏิเสธคำเชิญ แม้ว่าจะไม่รู้ว่ามันเป็นคอนเสิร์ตของใคร ค่ายไหน เพลงอะไร เราจะไม่ค่อยรู้ แต่ก็อยากมาครับ เพราะชอบในบรรยากาศ ที่ได้เห็นเพื่อนต่างสถาบัน  ต่างจับจองพื้นที่กันอยู่คนละมุม นั่งกันเป็นกลุ่มใหญ่ มีทั้งป้ายโรงเรียน ป้ายผ้า แต่ไม่มีป้ายไฟเหมือน อะคาเดมี่แฟนเทเชีย นะครับ ยุคนั้นยังไม่มี  และต้องสารภาพกันตามตรงว่า  โดยส่วนตัวผมนั้น ผมจะแยกไม่ออกว่า กลุ่มไหนคือสถาบันไหน  เว้นเสียแต่ว่าถ้าเป็นเทคโนฯประชาชื่นจะใส่ช็อปดำเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร จำง่ายที่สุด   แต่ทุกๆครั้งที่มาช่วยงานคอนเสิร์ต พวกเราชาว 207 ค่ำ  ก็จะได้รับทราบจากรอบเช้าว่า   มีกนกอาชีวะ  มีก่อสร้างอินทร  มีเทคโนฯประชาชื่น และก็ BU ของเราล่ะ  นี่คือ 4 เจ้าประจำที่ 7 สีคอนเสิร์ต   แต่ผมเห็นจากป้ายกระดาษที่ชูขึ้นมาขณะคอนเสิร์ตเล่นแล้วจะมีเพิ่มเติมอีก 1-2 รายคือ ศิลปกรรม และก่อสร้างดุสิต  ซึ่งทุกครั้งที่ผมได้รับเชิญไป ก็เห็นอยู่บ่อยๆเช่นกัน  ส่วนสถาบันอื่นๆก็คงมี แต่ผมอาจมองไม่ทั่ว เพราะจำเป็นต้องพุ่งเป้าไปที่ 4-5 เจ้าใหญ่  ตามคำขอของรอบเช้าเท่านั้น   และทุกโรงเรียนอาชีวะที่ผมกล่าวมา ถ้าเอาเสื้อช้อปหรือตราโรงเรียนออกไป ลักษณะท่าทาง ลีลา ไม่ต่างกันครับ แรงด้วยกันทั้งนั้น ทันกันทุกสถาบัน

ข่าวลือแรก “BU เล่นกันเองงาน 7 สีคอนเสิร์ตก็เกิดขึ้น ณ วันนั้น  ก่อนงานคอนเสิร์ตจะเริ่ม บุรณพนธ์ มีวิกฤติอยู่ 2 อย่างคือ
1.วิกฤตการเดินทาง
เนื่องจากบุรณพนธ์นั้นมีหลายสาย จึงต้องทยอยกันมา ทำให้บางคนอาจมาไม่ถึง เพราะเป็นไปได้ว่า อาจจะเจอสกัดในระหว่างการเดินทาง  และกลุ่มที่สามารถหลุดเข้ามาสมทบได้แต่ก็อาจรวมกลุ่มกันไม่ติดเพราะอาจเกิดการปะทะกับอริต่างสถาบันก่อน

2. วิกฤตที่ต่อเนื่องจากข้อที่ 1 จึงทำให้กำลังพลเหลือน้อย ซึ่งทั้ง 2 วิกฤตนี้เจอกันทุกสถาบันครับ ไม่เฉพาะแต่บุรณพนธ์ของเรา
ที่ 7 สีคอนเสิร์ตในวันนั้น ผมและกลุ่มเพื่อน 207 ค่ำ พวกเรานั่งรถเมล์จากเส้นลาดพร้าว นั่งจากป้ายหน้าปากซอยลาดพร้าว 38  วิ่งผ่านปากทางลาดพร้าว เลี้ยวซ้ายเข้าเส้นพหลโยธิน-สะพานควาย รถเมล์วิ่งผ่าน ตักส์ศิลา ผ่านโครงการธนาคารทหารไทยสำนักงานใหญ่ (ที่ในขณะนั้น อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และยังไม่เปิดดำเนินการ)  ถัดไปอีกซอยใกล้ๆกัน เราก็ลงแล้ว เป็นซอยตรงปากทางเข้าสถานีกองทัพบกช่อง 7  ซอยข้างๆหมอชิตเก่า ลงรถเดินเลี้ยวซ้ายเข้าไปในซอย พวกเราก็เจอกับวิกฤตแรกพอดี  ภาพที่เห็นในขณะนั้น (เรามองจากปากซอยตรงจุดที่เรายืนเข้าไป)  เรามองเห็นเด็ก BU รอบเช้ากลุ่มนึง  ยืนหันหลังให้เรา และหันหน้าเข้าไปในซอยแบบประจันหน้ากับเด็กช่างอีกกลุ่ม พื้นที่ตรงกลางระหว่างสองสถาบัน ห่างกันประมาณซัก 60-70 เมตร  เด็กช่างอีกกลุ่มยืนหันหน้าออกมานอกซอย  ซึ่งมีจำนวนไม่ต่างกันมาก และผมก็เห็นได้ชัดว่าทั้งสองฝ่ายต่างถือมีดในมือกันเกือบทุกคน มีไม่กี่คนที่ถือไม้ ซึ่งพอเดาได้ว่าน่าจะหยิบหาเอาจากข้างทาง      และที่สำคัญพวกเราเห็นเด็กBUรอบเช้าเหมือนอยู่ในลักษณะกำลังตัดสินใจว่าจะสู้ดีหรือจะถอยดี  ซึ่งหากมองเลยผ่านกลุ่มเด็ก BU เข้าไป   ผมเห็นกลุ่มนักเรียนคู่อริ ซึ่งผมไม่กล้าเดาว่าสถาบันใด ดูมีท่าทีคึกคักกว่ามาก  และนี่คือวิกฤตในข้อแรกที่พวกเราเจอในวันนั้น

ถึงตรงนี้ผมเชื่อเหลือเกินว่า เด็ก BU รอบเช้ากลุ่มนั้น  ถ้ามีโอกาสได้เข้ามาอ่านกัน  ท่านคงจำเหตุการณ์นี้ได้แน่  ผมลองลำดับรุ่นดูแล้วเชื่อว่าน่าจะเป็น BU รอบเช้ารุ่นที่ 14-15 นะครับ  ใช่ไม่ใช่  ท่านที่เข้ามาอ่านและอยู่ในเหตุการณ์ ก็แย้งมาหน่อยนะครับ  เพราะไอ้ผมมันก็ไม่แม่นเรื่องรุ่นซักเท่าไหร่ล่ะครับ    และที่ผมเชื่ออีกอย่างก็คือ  เด็ก BU รอบเช้า ร้อยละ 95 ในยุคนั้น  ไม่มีใครรู้จักผมหรอก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมชื่ออะไร  จนกระทั่งถึงวันนี้  ถ้าท่านได้เข้ามาอ่านกัน ผมว่าท่านก็เพิ่งจะรู้ว่า ไอ้ตัวประหลาดวันนั้น มันชื่อ เล็ก 207 นี่เอง 

เอ้า....ต่อ     ผมขออนุญาติพาท่านย้อนเวลากลับเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ในวันนั้นพร้อมกันกับผมที่นี่เลยนะครับ    ที่พวกเราชาว 207ค่ำ เห็นในวันนั้น ทั้งผม, ทั้งแพ็ทบูรณ์, ทั้งแมงวัน, ทั้งเก่งดำเนิน, ทั้งเจ้าชายกบ และโจ้ตะวันรุ่ง  สถานการณ์ชัดเจนว่า BU รอบเช้ากำลังจะแย่แล้ว   พวกเราจำเป็นต้องเข้าไปสมทบในทันที   และอาการของเด็กรอบเช้าเมื่อรู้ว่าพวกเราเป็น BU รอบค่ำมาช่วย ก็คึกคักขึ้นมาทันที!     เอาเป็นว่า ท่านที่อยู่ในเหตุการณ์ในวันนั้น ซึ่งก็เกือบๆจะ 30 คน  น่าจะมีซักคนที่จำคำพูดของผมได้ มีมีดเหมือนกัน พวกมึงกลัวอะไรวะ

....... สิ้นเสียงผม  โดยไม่ได้นัดหมาย ทั้ง 30 คนวิ่งเข้าปะทะกับฝั่งตรงข้ามทันที   ส่วนเด็กช่างคู่อริ เมื่อเห็นมี BU อีกกลุ่มเข้ามาสมทบก็ป่วนเล็กน้อยและปะทะพลางถอยพลางแล้วก็วิ่งแตกกันเข้าไปในซอย  บาดเจ็บกันเพียงแต่เล็กน้อยเท่านั้น  ท้ายที่สุดพวกเราก็สามารถรวมกลุ่มกับเด็ก BU ที่เข้าไปรออยู่ก่อนแล้วในลานเพลิน 7 สีได้  นั่นก็ผ่านวิกฤตแรกไป

วิกฤตที่สอง ที่เป็นต้นตอของข่าวลือ ว่า BU เล่นกันเอง – จริงๆตอนนี้ผมก็ไม่ค่อยอยากจะเล่า เพราะก็กระดากอายอยู่ไม่น้อย และที่สำคัญเพื่อนคนที่เกี่ยวข้องโดยตรง ก็ไม่สามารถลุกขึ้นมาอธิบายหรือโต้แย้งได้  เพราะได้เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้หลายปีแล้ว    แต่เอาเป็นว่าผมก็จะพยายามเล่า แบบถ้อยทีถ้อยอาศัยที่สุด เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบในการสืบหาที่มาที่ไปของข่าวลือเพียงเท่านั้นก็พอ
เมื่อคอนเสิร์ตจบ ทุกสถาบันต่างก็รีบชิงความได้เปรียบเพื่อหาทำเลเหมาะๆ  ตั้งหลักในการโจมตีคู่อริ ซึ่งทุกสถาบันต่างทำในลักษณะเดียวกัน และทั้ง 4 สถาบันหลักในยุคนั้น  ไม่มีใครซูเอี๋ยใคร  ใครเจอใครก่อนก็ใส่กันก่อน เพราะฉะนั้นมันพลาดไม่ได้จริงๆ เพราะวันไหน ดวงแตก คุณอาจต้องโดนชนิดที่ว่า โดนตีแล้วโดนตีซ้ำอีก จนไปไม่เป็นได้เหมือนกัน  และในเหตุการณ์วันนั้น เป็น บุรณพนธ์ที่โดนล้อมอยู่บนสะพานลอย หน้าหมอชิตครับ ลงไม่ได้เลยทั้ง 2 ฝั่ง พวกเราชาว  BU207 ค่ำเอง ก็อยู่บนสะพานลอยนั้นรวมกับเด็กรอบเช้าด้วย!

ผมไม่รู้มาก่อนเลยว่า เด็กรอบเช้ามีปืนมาด้วย  ทั้งๆไอ้เจ้าชายกบพยายามถามแล้วว่าใครมี  ก็ไม่มีใครบอก ในภาวะแบบนั้น พวกเราล้วนต้องการจุดพลิกผัน แล้วผมก็โชคดีที่ได้มีดขุนศึกจากเด็กรอบเช้าคนนึงที่ยื่นให้  ดาบขุนศึกที่ในการณ์ต่อมาผมใช้มันเป็นอาวุธติดตัวมาตลอด   ผมได้ดาบขุนศึกจากรอบเช้า ก็ตัดสินใจต้องวิ่งลงไปเปิดทาง...

ผมวิ่งลงจากสะพานลอยไปเหมือนคนบ้า   อ้อ....ขอเบรกนิดครับ  เล่าถึงตรงนี้ผมนึกถึงน้องคนนึงที่อยู่ชุมพร ที่มานั่งกินเหล้าด้วยกันในวันรวมพลชาว BU ที่ ร้านลาบเป็ดพระรามเก้าครั้งล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้   เพราะน้องคนนี้ก็บอกผมว่าเค้าอยู่ในเหตุการณ์เดียวกันด้วย  ก็รบกวนมาช่วยเสริมในส่วนที่ผมขาดหรือเกินทีนะครับ....””””
เมื่อผมได้ดาบขุนศึก ก็วิ่งลงไปเหมือนคนบ้า ในขณะที่กลุ่มอริก็พยายามวิ่งสวนขึ้นมาทางสะพานลอยฝั่งสวนสาธารณะ(ตรงข้ามหมอชิต)  แล้วผมก็ยังจำได้แม่นว่าเพื่อนต่างสถาบันในขณะนั้น  คนที่เป็นผู้นำ ใส่เสื้อเชิ๊ตสีขาว กางเกงยีนส์ ตัวสูง ผอม ถือมีดที่ผมเข้าใจว่าน่าจะเจียขึ้นมาเอง หรือไม่ก็เป็นมีดแบบหัวตัดนะครับ ผมดูไม่ถนัดแต่มันดูไม่แวววาวเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับดาบขุนศึกที่ผมได้มา    อริต่างสถาบันท่านนั้น วิ่งขึ้นมาสวนกับผม แบบใช้ได้เลยนะครับ ผมยังนับถือท่านแม้จนถึงวันนี้   แต่ต้องบอกว่าผมโชคดีอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบ เพราะผมวิ่งลงมาเหมือนแรงบวก ในขณะที่คู่อริของผม ต้องวิ่งขึ้น  และเมื่อเราปะทะกัน (จริงๆต้องเรียกว่าประดาบกัน) ท่านก็ถอยร่นลงมา และแตกกระจายกันไปเป็นกลุ่มๆ    

......แต่จุดพลิกผันจริงๆที่ทำให้ทั้งคู่อริและผมก็ต้องชะงักเหมือนกันและแทบจะพร้อมๆกัน  เมื่อมีเสียงปืนดังขึ้น หนึ่งนัด เปรี้ยงเดียว จุดเปลี่ยนมาเลย บุรณพนธ์เฮกันลงมาหมดสะพานลอยเลย ตีกันกระจายเป็นวงกว้างเลยทีนี้
แต่ผมขออนุญาติพูดถึงไอ้เปรี้ยงเดียวนั่นซักนิด  เพราะนั่นเป็นต้นเหตุของข่าวลือว่า BU เล่นกันเอง เพราะคนที่ยิง กระสุนนัดนั้น คือ แพ็ทบูรณ์ 207 ที่ยิงมาจากบนสะพานลอย มุ่งตรงลงมาที่ผม  เดชะบุญกระสุนผ่านหัวผมไป และไปโดนที่ขาเพื่อนต่างสถาบันที่ยืนซดมีดกับผมอยู่แบบได้เสีย   จนทำให้อริของผมร้องลั่น วิ่งลากขาออกไป ปล่อยให้ผมหันไปมองเพื่อนแบบไม่เข้าใจว่า ถ้ามีปืนจะยืนอยู่ทำไมตั้งนาน  ทำไมต้องรอให้ผมลงไปอยู่ท่ามกลางดงตีนก่อนแล้วจึงค่อยยิง  ที่สำคัญกระสุนมันผ่านหัวผมไม่เกินเมตร เป็นไปได้หรือที่เพื่อนจอมเสพของผมจะแม่นปืนจนขนาดมั่นใจและยิงออกไปแบบนั้น  หรือความต้องการลบชื่อผมออกจาก 207 มันเป็นแรงผลักดัน ให้เพื่อนผมต้องปล่อยกระสุนออกมาแบบนั้น  อันนี้ผมจะไปถามเอาจากมันเมื่อถึงเวลาครับ.....แต่ตอนนี้ยังก่อน

ยังไงก็ขอฝากความคิดถึงไปยังเพื่อนต่างสถาบันคนนั้น ที่พลาดรับกระสุนแทนผมนะครับ ท่านใจถึงใช้ได้ และผมก็นับถือท่าน จนถึงปัจจุบัน

และทั้งหมดจึงเป็นที่มาของข่าวลือแรก เด็ก BU เล่นกันเองที่ผมต้องบอกในมุมของผมว่า มันไม่ใช่ข่าวลือ!
*****************************************************************************************************

 ข่าวลือที่ 2 – แมงวัน 207 เพื่อนแก๊งค์เดียวกันกับผม ตายแล้ว

ไม่นานมานี้ ผมได้ยินเรื่องราวนี้จากปากของหญิงวัยชรามากท่านหนึ่ง  ในขณะที่ผมออกตามหาเพื่อนรักคนนึงอยู่  หญิงชราที่เป็นแฟนพันธุ์แท้คอการเมือง  โดยฟังเอาจากวิทยุชุมชนที่กำลังแพร่หลายอยู่ในขณะนี้    ผมนั่งลงและฟังคำบอกเล่าจากปากของหญิงชราอย่างสนใจ เมื่อหญิงชราท่านนั้นพูดถึงสถาบันการศึกษาเก่าอันเป็นที่รักของผม   ว่าด้วยการชุมนุมทางการเมืองในหลายปีก่อน ที่มีพลตรีจำลอง ศรีเมืองเป็นแกนนำ  ได้ล่อลวงให้เด็กช่างกลบุรณพนธ์เข้าร่วมชุมนุมจนเกิดเหตุการณ์สลด เมื่อเกิดมีผู้เสียชีวิตขึ้นและหนึ่งในนั้นคือ ไอ้แมงวัน 207เพื่อนรักของผม !?!?!?

ขัดจังหวะอีกนิดนะครับ...... ท่านที่กำลังอ่านถึงตอนนี้ ผมกำลังนั่งเล่าถึงเหตุการณ์ ข่าวลือ ที่ได้รับฟังจากหญิงชราท่านนึงอยู่เท่านั้นนะครับ  นี่เป็น ข่าวลือ นะครับ!

ผมไม่โต้แย้งกับหญิงชราท่านนั้น และนั่งฟังท่านเล่าจนจบ โดยไม่ขัดจังหวะ แล้วผมก็ยกมือไหว้ท่านที่กรุณาต่อผม ก่อนที่ผมจะลาจากหญิงชราท่านนั้นเพื่อกลับบ้านที่พัทยา   โดยตลอดทางที่ผมขับรถกลับบ้าน ผมก็อดหัวเราะไม่ได้และนึกขำขึ้นมาตลอดทาง   แต่ก็มิได้หัวเราะต่อความตรงไปตรงมาของหญิงชราท่านนั้น หากแต่หัวเราะต่อข่าวลือ ที่แม้คนกันเองอย่าง แมงวัน 207”  เพื่อนซี้ผมก็ยังเข้าไปอยู่ในข่าวลือการเมืองซะได้  ก็ต้องร้องดังดังว่า เฮ้อๆ   และก่อนจะถึงบ้าน พอตั้งสติได้  ก็ใช้โทรศัพท์มือถือโทรเข้าไปหาคนตายแล้วอย่าง แมงวัน 207 เพื่อนผม พร้อมกับแซวมันว่า

มึงจะตายทั้งทีทำไมไม่บอกกูซักคำวะ?
ไอ้แมงวันก็งงๆ ทั้งเมาๆ อย่างงั้น ถามผมกลับว่า   เรื่องอะไรวะ กูฟังไม่รู้เรื่อง?  
พอผมเล่าเรื่องราวให้ฟังอย่างละเอียดอีกรอบ ให้แมงวันก็ปล่อย กร๊ากๆๆ ออกมาทันที  และถามผมกลับว่า
นี่ตกลงกูเป็นตำนานไปแล้วใช่มั๊ย? ไอ้เหี๊ย.....นี่ตกลงกูตายไปแล้วหรือวะ?  

ผมก็มานั่งพิจารณาถึงไอ้ข่าวลือพวกนี้ว่ามัน เกิดขึ้นมาได้อย่างไร  จะเกิดเพราะการพูดเอามัน  หรือจะเกิดจากการแปลความหมายผิดๆของหญิงชราท่านนั้นเอง  หรือว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของผู้เล่า ฯลฯ ........  ไม่กี่วันมานี้ ผมก็เพิ่งได้รับเงินโอนจาก แมงวัน คนที่ตายแล้วตามที่หญิงชราว่าไว้  ตั้งเกือบครึ่งล้าน     แหม๋...ถ้ามันตายแล้วอย่างที่คุณยายว่า แล้วยังสามารถหาเงินให้ผมได้ตั้งหลายแสน ผมอยากให้มันตายซะทุกวัน  เผื่อผมจะได้เป็นเศรษฐีกับเค้าบ้าง เอ้า ไอ้แมงวัน เพื่อนเลิฟ ทราบแล้วเปลี่ยน.........ฮาๆ
********************************************************************

ข่าวลือที่ 3 – โจ้ตะวันรุ่งหรือ โจ้ เมธา เด็ก BU สาย 207 ค่ำ เพื่อนร่วมแก๊งค์ผมอีกคน เสียชีวิตแล้ว

โจ้เมธา หรือ โจ้ตะวันรุ่ง หนึ่งในสมาชิก BU207 รอบค่ำ  เพื่อนที่จัดว่ามีฝีมือทางด้านปราบแม่ม่าย และปราบมาแล้วทั่วราชอาณาจักร  เสน่ห์แรงยิ่งกว่า โดม ปกรณ์ ลัม ในยุคปัจจุบัน  ผมได้เสพข่าวลือนี้มาระยะนึงแล้ว  และก็น่าขายหน้าที่ผมเอง  เมื่อเสพข่าวลือมาแล้วก็ถ่ายออกมาทันที โดยไม่ได้กลั่นกรองให้ดีเสียก่อน   โดยในหลายๆกระทู้ที่ผมตอบที่บอร์ดแห่งนี้  ผมเองก็เป็นผู้ให้ข้อมูลต่อไปยังผู้อื่นว่า โจ้ตะวันรุ่ง ตายแล้ว     จนเมื่อล่าสุด เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมมีอารมณ์คิดถึงเพื่อนอย่างแรง  จึงเดินทางไปที่บ้านโจ้ตะวันรุ่ง เพื่อตั้งใจจะไปกราบสวัสดีแม่ของเพื่อน อย่างน้อยเมื่อเพื่อนผมไม่อยู่แล้ว  ผมก็อาจจะพอมีประโยชน์หรือทำอะไรให้แม่ของเพื่อนได้บ้าง อย่างน้อยๆก็ในวันนี้
ผมพยายามคลำทางไป แม้จะไม่แน่ใจ แต่ก็พอจำทางได้บ้าง อาศัยมาบ่อยตอนเพื่อนยังอยู่ (แม้ไม่อยู่ ผมก็แอบมา เพราะเพื่อนมีน้องสาว 2 คนเรียนเซนต์จอห์น ฮาๆๆๆ) พอผมมั่นใจแล้วว่าใช่ ผมก็เข้าไปเคาะประตูบ้านทันที  แต่ก็ตกใจเล็กน้อย เมื่อเห็นผู้ชายโผล่หน้ามาทางหน้าต่างชั้นสอง มีหน้าตาคล้ายคลึงกับ โจ้ตะวันรุ่ง เพื่อนผมเป็นอย่างมาก

นี่บ้านโจ้ ใช่มั๊ยครับ?” ผมถาม
"ไม่ใช่ครับ มาผิดบ้านแล้ว  ชายหนุ่มผู้มีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับเพื่อนผมมาก ตอบกลับมา   

ผมผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็เชื่อว่าใช่หลังนี้ และผู้ชายคนเมื่อสักครู่น่าจะเป็นน้องชาย ไม่ก็ญาติเพื่อนผมแน่ เพราะหน้าตาคล้ายกันมาก  หรืออาจเป็นได้ว่า การเสียชีวิตของเพื่อนผมอาจจะสร้างความสะเทือนใจต่อครอบครัว จึงไม่อยากต้อนรับผม

คิดไปคิดมา ผมจึงตัดสินใจ ถามความเอาจากร้านค้าในละแวกนั้น หรือไม่ก็หากลุ่มแม่บ้านแถวๆนี้ ที่น่าจะให้ข้อมูลผมได้แน่ๆ   และในที่สุด ผมเจอกลุ่มคุณป้า 3-4 คน นั่งจับกลุ่มกันอยู่ในละแวกนั้น กำลังนั่งถกเรื่องดารากันอยู่   จึงทราบว่า ครอบครัวของโจ้ตะวันรุ่ง ได้ย้ายออกไปจากซอยนี้หลายปีแล้ว  ส่วนการตายของ โจ้ตะวันรุ่ง อันนี้กลุ่มแม่บ้านไม่ยืนยัน

ผมเมื่อตั้งใจมาถึงขนาดนี้แล้ว ก็มุ่งมั่นขอตามต่อให้สุดทาง สอบถามชื่อหมู่บ้านใหม่ ที่ครอบครัวเพื่อนย้ายไปตั้งรกราก เอาจากแม่บ้านกลุ่มเดิมจนทราบ    อ้อ...และท่านทั้งหลายก็ไม่ต้องถามผมนะว่าทำไมต้องตามเพื่อน ที่มีข่าวว่าตายไปแล้วถึงขนาดนี้  นี่เป็นเพราะผมรักเพื่อนจริงๆหรือแค่อยากเจอน้องเพื่อนกันแน่  ถ้าท่านเป็นแฟนผม ท่านคงรู้จักผมดีโดยที่ผมไม่จำเป็นต้องตอบ (ฮา)

ต่อครับ......การตามหาเพื่อนที่หมู่บ้านใหม่ เต็มไปด้วยความทุกลักทุเล แต่ก็ขอไม่เล่านะครับ เกรงจะพาท่านเสียเวลา ขอตัดออกไป.... ข้ามมาถึงที่ หน้าตึกทาวเฮ้าท์ 3 ชั้น สีเขียวอ่อน มีต้นไม้ปลูกเกือบเต็มพื้นที่หน้าบ้าน  ผมเดินตามทางเดินที่เหลือช่องเอาไว้พอดีสำหรับเดินสวนกันได้  เดินเข้าไปจนถึงหน้าบ้าน  ก็ได้ยินเสียงหญิงชราตะโกนถาม
มาหาใครอ่ะ?
ผมมองตามเสียงนั้นไป เห็นหญิงสูงวัย ผิว 2 สี ค่อนไปทางขาว ผมหยักศก สวมแว่นหนา !  ผมจำได้ทันทีว่านี่ แม่ของโจ้ตะวันรุ่ง  ที่สุดผมก็มาถูกทางแล้ว
แม่ครับ จำผมได้มั๊ย? ผมถาม
จำไม่ได้! มาหาใคร? มีธุระอะไร? เป็นใคร? ไม่รู้จัก! แม่เพื่อนทั้งถามทั้งตัดบท จนผมรับไม่ทันเลยครับ
แม่ครับ!  นี่ผมเล็กเพื่อนโจ้  แม่จำได้มั๊ย ผมได้ทราบข่าวว่าโจ้เสียแล้ว ผมจึงอยากมาไหว้กระดูกเพื่อนและก็ถือโอกาสมาไหว้แม่ด้วยครับ!  ผมตอบ
แม่เพื่อนตอบคำเดียวแบบทำเอาผมไปไม่เป็นเลย  เหรอ (ทำเสียงสูงมาก)?”

ผมก็เกือบจะถอดใจจนกระทั่ง พ่อของโจ้ตะวันรุ่ง เดินออกมา และมีท่าที เย็น กว่าแม่หน่อย ผมจึงมีโอกาส เท้าความ ให้พ่อของเพื่อนฟัง

และพ่อก็ให้ความกระจ่างผม ซะจนผมต้องกราบขอขมาทั้งแม่และพ่อของเพื่อนเลย ที่ไปแช่งลูกของเค้า    ที่จริงเพื่อนผมยังไม่ได้ตายอย่างที่ข่าวลือเค้าว่ากันครับ  เรื่องมันโอละพ่อเลย  ก็เพราะด้วยความเกเรของพวกเราชาวบุรณพนธ์นั่นแหละ  ที่ทำให้ พ่อ-แม่ ของโจ้ตะวันรุ่ง  ที่งมีทั้งความรักที่บริสุทธิ์ต่อลูกและมีความปรารถนาที่ดีต่อลูก พร้อมทำทุกวิถีทางที่จะดึงลูกออกจากวังวนนักเรียน-นักเลง  ที่ทุกวันต้องเสี่ยงทั้งลูกปืน ทั้งคุกทั้งตะราง เสี่ยงตายก่อนวัยอันควร เสี่ยงติดยา เสี่ยงสูญเสียโอกาสที่เด็กหนุ่มคนนึงควรได้รับ    พ่อกับแม่ ของโจ้ตะวันรุ่ง จึงไม่ต้อนรับเพื่อนสมัยบุรณพนธ์ทุกคน เว้นแต่เพื่อนที่มาจากเซนต์จอห์นเท่านั้น     นี่จึงเป็นที่มาของ โจ้ตายแล้ว  เมื่อมีเพื่อนสมัยเรียนคนนึงมาหาโจ้ที่บ้าน แล้วแม่ก็ไม่อยากให้พบลูกชาย จึงตัดบทไปว่า  โจ้ตายแล้วไม่ต้องมาหามันอีก ......

ผมได้ใช้เวลานั่งคุยความหลัง และสอบถามสารทุกข์สุกดิบ จากพ่อ-แม่ ของเพื่อนกว่า 1 ชั่วโมง  แม่นำรูปถ่ายวันรับปริญญา ของ โจ้ตะวันรุ่ง ออกมาให้ดู  แถมให้ผมได้ถ่ายรูปเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึก  ทั้งยังพาเจ้าหนูน้อย หน้าตาน่ารัก วัย 2 ขวบ เป็นสาวน้อยที่น่าตาดีมากๆ แม่บอกนี่แหละหลานเธอ ลูกของ โจ้ตะวันรุ่ง   ส่วนเพื่อนผม โจ้ตะวันรุ่ง ทำงานกับบริษัทข้ามชาติชั้นนำ ในระดับหัวหน้างานที่ต่างจังหวัด  ผมรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก ที่นอกจากจะรู้ว่าเพื่อนผมไม่ตายแล้ว ยังมีหลานน่ารักๆมาให้ผมได้อุ้มอีก   ผมมองหน้า พ่อ-แม่ ของ โจ้ตะวันรุ่ง อย่างเข้าใจ และรู้สึกยกย่อง   จะมีใครที่จะรักเราได้มากกว่า พ่อ-แม่ ของเรา   และที่ผมได้เห็นในวันนี้ ผมสัมผัสได้ทันที  และมั่นใจว่า นี่ไม่ใช่ข่าวลือ แต่ โจ้ตะวันรุ่ง ตายแล้วจริงๆ
ตายจากยาเสพติด ตายจากชีวิตเดิมๆ และเกิดใหม่เป็นลูกชายคนโตที่ดีของพ่อ-แม่ ลูกสาว และทุกคนในครอบครัว!

ทุกท่านที่อ่านเรื่องสั้นของผมมาตลอดจนถึงตอนนี้   ท่านจะสัมผัสได้ว่า ในช่วงหลังผมจะพยายามนำมุมมองในแบบฉบับเฉพาะของผม มาเล่าโดยพยายามจะไม่นำเหตุการณ์ความรุนแรงมาเป็นสาระในเรื่องเล่าทั้งหมด   แต่ก็ยอมรับว่า ยังมีความจำเป็นที่ผมจะต้องใช้เหตุการณ์ความรุนแรงของชีวิตอาชีวะ ในการเดินเรื่องอยู่ เพื่อให้ได้อรรถรสในการเล่าในแบบฉบับเฉพาะของผม   แต่ผมก็จะพยายามปะปนแง่คิด  ในเชิงเปรียบเทียบเพื่อให้ท่านได้นำไปคิดต่อ   นำไปจินตนาการต่อ  เพื่อให้เป็นเรื่องเล่าของผมในแบบฉบับที่ท่านเองเป็นผู้ตัดสิน   ซึ่งไม่ว่าท่านจะตีความหรือจินตนาการไปในทิศทางใดก็ไม่ถือว่าผิด    ถ้าท่านนำเรื่องราวของผมไปต่อยอดในสิ่งดี ท่านได้กับตัวท่านเอง แต่หากท่านนำสิ่งที่หาประโยชน์ไม่ได้เอาไปจากผม แล้วไปต่อยอด อันนั้นท่านก็ต้องรับผิดชอบตัวท่านเอง    และครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน เรื่องของข่าวลือ  มันก็เป็นของมันอย่างนั้นเอง จริงบ้างเท็จบ้าง  จนในบางครั้งมันก็หาสาเหตุหรือต้นตอไม่ได้เลย  หรือบางทีตัวเราเองก็อาจกลายเป็นต้นตอของข่าวลือได้  ถ้าเราในฐานะผู้ฟัง นำไปขยายความต่อ โดยไม่ได้ไตรตรองให้รอบคอบก่อน เช่นเดียวกับผม ในกรณี โจ้ตะวันรุ่ง   ที่ยังไม่ได้พิสูจน์  แต่นำไปขยายต่อ ที่สุดมันก็กลายเป็น ข่าวลือ      เหมือนข่าวลือทั้งหมดทุกเรื่องที่ผมเล่าให้ฟังวันนี้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ไม่ได้มีอะไรที่ ผิดหรือถูก ไปทั้งหมดหรอกครับ  มันก็เป็น ตถตา  และทำให้ผมนึกได้ถึงคำพูดคำนึงที่ดูจะเหมาะสมดีกับเรื่องราวความเป็นไปของสังคมในขณะนี้

 

"จงมองโลกอย่างที่มันเป็น อย่ามองโลกอย่างที่เราอยากให้เป็น"

 

สำหรับวันนี้ ที่นี่.....สวัสดี

เล็ก 207
 

    อย่าคิดและเชื่อว่าผมนั่งอยู่คนเดียวในความมืด เพียงเพราะคุณเห็นและอยากให้เป็นเช่นนั้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น